การเขียนบทคัดย่อในงานวิจัยหรือบทความวิชาการ

โดย ผศ.ดร.ระพิน ชูชื่น (Rapin Chuchuen)

การเขียนบทคัดย่อในงานวิจัย / บทคัดย่อ (Abstract)

บทคัดย่อควรมีความยาว 250 – 300 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัยและบทความปริทรรศน์ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และลักษณะของบทคัดย่อควรประกอบไปด้วย วัตถุประสงค์ (Objective) วิธีการศึกษา (Methods) ผลการศึกษา (Results) สรุป (Conclusion) และคำสำคัญ (Key Words) ซึ่งควรเรียบเรียงตามลำดับและแยกหัวข้อให้ชัดเจนดังนี้ 

บทคัดย่อในงานวิจัยหรือบทความวิชาการ เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะมันให้ภาพรวมที่รวดเร็วและชัดเจนของทั้งงานวิจัยหรือบทความ โดยทั่วไป บทคัดย่อจะต้องมีความยาวประมาณ 250 – 300 คำ และมีโครงสร้างตามที่คุณได้กล่าวมา นี่คือรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละส่วนที่ควรรวมอยู่ในบทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ (Objective) ระบุเป้าหมายหลักของการวิจัยหรือเนื้อหาของบทความ ควรชี้ให้เห็นถึงคำถามที่การวิจัยพยายามตอบหรือปัญหาที่บทความพยายามแก้ไข.

วิธีการศึกษา (Methods): สรุปวิธีการวิจัยที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทดลอง การสำรวจ หรือวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนนี้ไม่ควรเข้าไปในรายละเอียดมากนัก แต่ควรให้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย.

ผลการศึกษา (Results): นำเสนอข้อพบหรือสิ่งที่การวิจัยค้นพบ ควรเน้นผลลัพธ์หลักที่สำคัญ และสามารถสรุปได้โดยไม่เข้าลึกถึงข้อมูลหรือสถิติที่ซับซ้อน.

สรุป (Conclusion) ระบุสิ่งที่สามารถสรุปได้จากผลการศึกษา ควรสะท้อนถึงการตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และคำถามการวิจัยที่กำหนดไว้ในตอนต้น.

คำสำคัญ (Key Words) ระบุคำที่สำคัญที่สามารถสะท้อนถึงหัวข้อหลักและเนื้อหาของบทความหรืองานวิจัย คำเหล่านี้ควรช่วยในการค้นหาและจัดหมวดหมู่งานวิจัยในฐานข้อมูล.

คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญ 3-5 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษา และจะปรากฎอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยต้องจัดเรียงคำสำคัญตามตัวอักษร และคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)

 


 

การเขียนบทความวิชาการ / ส่วนเนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย


1. บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้ สมมติฐานของการศึกษา ตลอดจนวัตถุประสงค์ของการศึกษาให้ชัดเจน


2. วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) กล่าวถึงรายละเอียดของวิธีการศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล


3. ผลการศึกษา (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จาการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ ตามความเหมาะสม


4. อภิปรายผล (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์

5. ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

6. กิตติกรรมประกาศ (acknowledgements) (ถ้ามี) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงานหรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย


7. เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา (Citations in text) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงแตกต่างกันตามประเภทของเอกสารหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิง ดังนี้


 

การอ้างอิงแทรกในเนื้อหา (Citations in text)
1. ใช้รูปแบบการอ้างอิงแทรกในเนื้อหาแบบ APA Style (The Publication Manual of the American Psychological Association)

    คลิก ติดต่อรับคำปรึกษา (ฟรี)  

#การเขียนบทความวิชาการ บทความวิจัยและบทความปริทรรศน์ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  

การเขียนบทคัดย่อในงานวิจัยหรือบทความวิชาการ

การเขียนบทคัดย่อในงานวิจัยหรือบทความวิชาการ

#การเขียนบทความวิชาการ บทความวิจัยและบทความปริทรรศน์ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ