การวิจัยของเรา AI-driven Intent & Decision Modeling in Digital Advertising Ecosystem

การวิจัยของเรา AI-driven Intent & Decision Modeling in Digital Advertising Ecosystem

การวิจัยของเรา AI-driven Intent & Decision Modeling in Digital Advertising Ecosystem

4 พ.ค. 2569, 22:52    

    คลิก ติดต่อรับคำปรึกษา (ฟรี)  

กระบวนการวิจัย: สถาปัจยกรรมที่จะเข้าใจมนุษย์

AI-driven Intent & Decision Modeling in Digital Advertising Ecosystem

 

โดยกฤติเดช ฉายจรุง ฉบับปรับปรุง → การวิจัยวัฒนธรรมดิจิทัล → เพิ่มมูลค่า  กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ที่เกี่ยวข้อง

 

บทนำ

ผู้วิจัยตระหนักดีว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง
ดังนั้นจึงใช้แนวทาง “Triangulation” หรือการตรวจสอบข้อมูลจากหลายมิติ

ประกอบด้วย:

  1. ข้อมูลเชิงพฤติกรรม (Behavioral Data) เช่น การคลิก การใช้งาน และการตัดสินใจ
  2. ข้อมูลเชิงผลลัพธ์ (Outcome Data) เช่น Conversion หรือการตอบสนองต่อเนื้อหา
  3. การเปรียบเทียบรูปแบบ (Pattern Comparison) ดูความสอดคล้องของพฤติกรรมในบริบทที่คล้ายกัน

นอกจากนี้ ผู้วิจัยไม่ได้ตีความวัฒนธรรมในเชิง “ความจริงแท้” แต่ตีความในเชิง “รูปแบบที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ”

ดังนั้น งานวิจัยนี้ไม่ได้อ้างว่าวัฒนธรรมที่ค้นพบคือความจริงทั้งหมด
แต่เป็น “แบบจำลองของพฤติกรรมที่สังเกตได้และนำไปใช้ได้จริง”

 

Data Collection

→ Data Processing (Cleaning / Structuring)

→ Intent & Behavior Modeling (AI / ML)

→ Decision Engine (Ad + Content Optimization)

→ Execution (Google Ads / Website)

→ Measurement (Advanced KPI)

→ Feedback Loop (Model Improvement)

 

ความสำคัญของการวิจัย (ฉบับปรับปรุง 2569)

  • ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ระบบสืบค้นข้อมูลของแพลตฟอร์มชั้นนำ เช่น Google ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการประมวลผลแบบอิงคำสำคัญ (Keyword-based Search) ไปสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) เพื่อทำความเข้าใจ “เจตนา (Intent)” และ “บริบท (Context)” ของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

  • อัลกอริธึมสำคัญ เช่น Neural Matching และ Machine Learning Models จำนวนมาก ถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการตีความความหมายของคำค้นหา และเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้อง แม้จะใช้คำที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การแสดงผลลัพธ์การค้นหามีความแม่นยำและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

  • อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านระบบ Search Advertising เช่น Google Ads แนวทางการพัฒนาแคมเปญยังคงอิงกับโครงสร้างแบบดั้งเดิม ได้แก่ การกำหนดคีย์เวิร์ด การเขียนข้อความโฆษณา และการวัดผลผ่านตัวชี้วัดพื้นฐาน เช่น Click-Through Rate (CTR) ซึ่งยังไม่สามารถสะท้อน “คุณภาพของการตัดสินใจ” หรือ “ระดับความตั้งใจซื้อ” ของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

  • ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ใช้งานไม่ได้เพียงค้นหาข้อมูล แต่มีการโต้ตอบ ตั้งคำถาม เปรียบเทียบ และประเมินทางเลือกในลักษณะเชิงกระบวนการ (Decision Journey) ทำให้การทำความเข้าใจเพียงระดับคำค้นหาไม่เพียงพอต่อการออกแบบโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการพัฒนา “แบบจำลองเชิงบูรณาการ” ที่ผสานระหว่าง

  • การวิเคราะห์เจตนาของผู้ใช้งาน (User Intent Analysis)
  • ปัจจัยเชิงพฤติกรรมและการตัดสินใจ (Behavioral & Cognitive Factors)
  • และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning / Data Mining)

เพื่อสร้างแนวทางใหม่ในการออกแบบโฆษณาที่สามารถตอบสนองต่อบริบทของผู้ใช้งานได้แบบพลวัต (Adaptive Advertising)

นอกจากนี้ งานวิจัยยังมุ่งเน้นการยกระดับบทบาทของแพลตฟอร์มโฆษณาจาก “เครื่องมือแสดงผลโฆษณา (Ad Delivery System)” ไปสู่ “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System)” ซึ่งสามารถช่วยนักการตลาดในการวิเคราะห์ วางแผน และปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในมิติของการประยุกต์ใช้ งานวิจัยนี้ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยมุ่งพัฒนาแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง

ทั้งนี้ การดำเนินงานวิจัยจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและจริยธรรมด้านข้อมูล โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เพื่อให้การเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และนำข้อมูลไปใช้ เป็นไปอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล

 

วัตถุประสงค์ใหม่ (แนะนำให้ใช้)

  1. เพื่อพัฒนาแบบจำลอง (Model) ในการวิเคราะห์ “เจตนา (User Intent)” และ “บริบท (Context)” ของผู้บริโภค จากข้อมูลการสืบค้นและพฤติกรรมดิจิทัล โดยใช้เทคนิคปัญญาประดิษฐ์และการทำเหมืองข้อมูล
  2. เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงพฤติกรรม (Behavioral Factors) และปัจจัยเชิงความคิด (Cognitive Factors) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในสภาพแวดล้อมของการค้นหา (Search Environment)
  3. เพื่อออกแบบและพัฒนากระบวนการสร้างโฆษณาแบบปรับเปลี่ยนตามผู้ใช้ (Adaptive / AI-driven Advertising) ที่สามารถตอบสนองต่อ Intent และเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อ
  4. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (Performance Metrics) ที่ก้าวข้าม CTR เช่น Conversion Quality, Decision Confidence, และ Engagement Depth
  5. เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติ (Framework / Guideline) สำหรับนักการตลาดในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณาในแพลตฟอร์มดิจิทัล (เช่น Google Ads)

 


 

โครงสร้าง งานวิจัยและพัฒนา "กรอบแนวคิดในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด"

 [1] CONTEXT (บริบทมนุษย์และวัฒนธรรม)

  • พฤติกรรมผู้บริโภค
  • วัฒนธรรม / ภาษา / พื้นที่
  • ความต้องการ (Intent)
  • สถานการณ์ ณ ขณะค้นหา

⬇️ (ลูกศรลง)


 [2] DATA INTERPRETATION (การตีความข้อมูล)

  • การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม
  • การวิเคราะห์เชิงความหมาย (Semantic)
  • การตีความเจตนา (Intent Understanding)

⬇️


 [3] AI-DRIVEN DECISION (การตัดสินใจด้วย AI)

  • การเลือกเนื้อหา (Content Selection)
  • การออกแบบข้อความ (Message Design)
  • การกำหนดกลยุทธ์การสื่อสาร

⬇️


 [4] BUSINESS OUTCOME (ผลลัพธ์ทางธุรกิจ)

  • การตัดสินใจซื้อ (Conversion)
  • การรับรู้ (Awareness)
  • ความเชื่อมั่น (Trust)
  • ยอดขาย / ประสิทธิภาพ

 


 

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา กรอบแนวคิดในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่าง พฤติกรรมผู้บริโภค บริบททางวัฒนธรรม และผลลัพธ์ทางธุรกิจ

กรอบแนวคิดประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก

ส่วนที่ 1 คือ บริบท (Context) 

ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภค ภาษา วัฒนธรรม และสถานการณ์ ณ ขณะนั้น
ผู้วิจัยมองว่า “การตัดสินใจ” ไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการรับรู้ที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม

ส่วนที่ 2 คือ การตีความข้อมูล (Data Interpretation)

เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งาน
เพื่อทำความเข้าใจ “ความหมาย” และ “เจตนา” ของผู้บริโภค
ซึ่งในงานวิจัยนี้ใช้ทั้งแนวคิดเชิงสถิติและการประมวลผลด้วย AI

ส่วนที่ 3 คือ การตัดสินใจด้วย AI (AI-Driven Decision)

โดยนำข้อมูลที่ตีความแล้วไปใช้ในการออกแบบเนื้อหา
เลือกข้อความ และกำหนดวิธีการสื่อสาร
ให้สอดคล้องกับบริบทของผู้ใช้งานในแต่ละสถานการณ์

ส่วนที่ 4 คือ ผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Outcome)

เช่น การตัดสินใจซื้อ ความเชื่อมั่น และประสิทธิภาพของการสื่อสาร
ซึ่งจะถูกนำกลับมาใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ (Feedback Loop)
เพื่อปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

โดยสาระสำคัญของงานวิจัยนี้ ไม่ใช่การพัฒนาเครื่องมือใหม่ แต่เป็นการเสนอ “กรอบความคิด” ที่สามารถอธิบายและนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งในบริบทที่มีหรือไม่มี AI

 


 

 


 

การค้นหาเชิงความหมาย (Semantic search)

Semantic search คือ

  • เป็นเทคนิคการดึงข้อมูลที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP)
  • เพื่อทำความเข้าใจความหมายและเจตนาเบื้องหลังคำค้นหาของผู้ใช้ แทนที่จะเพียงแค่จับคู่คำหลักที่ตรงกันเป๊ะ
  • มันระบุเจตนาของผู้ใช้ บริบท และความสัมพันธ์ระหว่างคำต่างๆ ทำให้สามารถแสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องได้แม้ว่าจะใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันก็ตาม
  • ส่วนประกอบและเทคนิคที่สำคัญ: การวิเคราะห์เจตนาและบริบท: ประเมินสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ รวมถึงสถานที่และประวัติการค้นหา
  • การค้นหาแบบเวกเตอร์/การฝังข้อมูล: แปลงคำ วลี หรือเอกสารเป็นเวกเตอร์ตัวเลขเพื่อระบุเนื้อหาที่มีความคล้ายคลึงกันในเชิงแนวคิด
  • กราฟความรู้: ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่แมปความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตีเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยง
  • การวิเคราะห์ NLP และคำค้นหา: ระบุเอนทิตีและคำพ้องความหมายเพื่อตีความความแตกต่างของภาษาของมนุษย์

 

ความแตกต่างที่สำคัญจากการค้นหาคำหลักแบบดั้งเดิม:

ความหมายเทียบกับการจับคู่: การค้นหาเชิงความหมายเข้าใจคำพ้องความหมายและแนวคิด (เช่น การค้นหา "movie" อาจให้ผลลัพธ์เป็น "film") ในขณะที่การค้นหาคำหลักจะมองหาการจับคู่ที่ตรงกันทุกประการ การปรับแต่งเฉพาะบุคคล: ช่วยเพิ่มความแม่นยำโดยพิจารณาบริบท เช่น ตำแหน่งของผู้ใช้ อุปกรณ์ และการโต้ตอบในอดีต อัลกอริทึมขั้นสูง: ใช้เทคนิคต่างๆ เช่น K-Nearest Neighbors (KNN) และ Approximate Nearest Neighbors (ANN) เพื่อค้นหาเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน กรณีการใช้งานทั่วไป: การค้นหาบนเว็บ: เครื่องมือค้นหาใช้เพื่อปรับปรุงความเกี่ยวข้องของผลลัพธ์และตีความคำค้นหา อีคอมเมิร์ซ/การค้นหาในเว็บไซต์: ช่วยผู้ใช้ค้นหาสินค้าแม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบชื่อที่แน่นอน แชทบอท/ผู้ช่วยเสมือน: ช่วยเพิ่มความเข้าใจในคำถามแบบสนทนาและปลายเปิด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูรายละเอียดจาก Google Cloud และ Elastic

 

คำจำกัดความของข้อกำหนด

กระบวนการวิจัยและพัฒนาโซลูชั่นในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีแนวคิดที่จะพัฒนาโครงสร้างแบบจำลองจากการวิเคราะห์ เชิงคาดการณ์และการทำเหมืองข้อมูล เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการตระหนักรู้ถึงเนื้อหา ข้อความ โดยเน้นข้อกำหนดดังนี้

กลุ่มเป้าหมาย ความมุ่งหวังที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใด เครื่องมือการตลาดดิจิทัล รวบรวมข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจจากผู้ใช้งาน วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอย่างไร เนื้อหาและการออกแบบ การออกแบบเนื้อหาอย่างไร แคมเปญการตลาด ใช้แคมเปญการตลาดใดเพื่อโปรโมตอย่างไร ทำเหมืองข้อมูล จัดทำแบบจำลองข้อมูลตามหลัก "มนุษยศาสตร์ดิจิทัล" หรือแบบจําลองการคาดการณ์ วิเคราะห์ประสิทธิภาพ เนื้อหาที่ดีที่สุด นำมาใช้ขั้นตอนปฏิบัติ จัดลำดับการค้นหา กำหนดงบประมาณ สนับสนุนการตลาดดิจิทัล กระบวนการวิจัยและพัฒนาโซลูชั่นในครั้งนี้ ควรพิจารณาพระราชบัญญัติ กฎหมาย ดังนี้

นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) จัดทำคำอธิบายเกี่ยวกับ นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) เป็นส่วนหนึ่งของรายการที่ต้องทำตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA: Personal Data Protection Act) ซึ่งองค์กรต้องจัดทำเพื่อใช้ในการขอจัดเก็บข้อมูลจากเจ้าของข้อมูล นอกจากนี้ นโยบายความเป็นส่วนตัวยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ทำให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจว่าข้อมูลที่ยินยอมให้จัดเก็บมีความปลอดภัย และถูกนำไปใช้งานได้ตรงตามจุดประสงค์

PDPA หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกสร้างมาเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของทุกคน รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ และไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสียก่อน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) คือกฎหมายใหม่ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เช่น การซื้อขายข้อมูลเบอร์โทรศัพท์และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ที่มักพบได้มากในรูปแบบการโทรมาโฆษณา หรือล่อลวง

กฎหมายความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายนี้ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้


 

File Download 

 

 

    คลิก ติดต่อรับคำปรึกษา (ฟรี)  

#เครื่องมือวิจัย   #AI ตัวเร่ง   #วัฒนธรรม  


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง